|
ประสบการณ์เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนวันจริง
การสมัคร
JALways รอบเดือนมิถุนายน 2547 เป็นครั้งสุดท้ายของมิมุแล้ว
เพราะอายุอานามก็จะเกินแล้ว อีกอย่างคือ
อกหักมาหลายครั้งแล้วกับที่นี่ มันเลยชาๆ ไม่อยากสมัครอีก
แต่ก็ได้แรงยุยงส่งเสริมจากส้ม สายไหมและคุณพ่อ
มิมุก็เลยไปสมัครเอาวันสุดท้าย ได้เลขที่ 215x
การรับสมัครครั้งนี้ไวขึ้นกว่าเดิมค่ะ ครั้งก่อนๆ
เราต้องนั่งรอที่เก้าอี้ที่เค้าเตรียมไว้ให้ จากนั้นก็รอเรียกทีละ
5 คนเข้าไปตรวจเอกสาร ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง
แต่คราวนี้มีเพียงโต๊ะให้เราเตรียมเอกสารอยู่ 2 ตัวเท่านั้น
เมื่อเตรียมเอกสารเรียบร้อยก็ไปชั่งน้ำหนักวัดส่วนสูง ตรวจเอกสาร
จากนั้นก็ไปกรอกใบสมัครในห้อง ติดรูปให้เรียบร้อย ส่งใบสมัคร รับ
Application number และรายละเอียดการประกาศผลจากนั้นก็กลับบ้านได้
อีกประมาณ 1 สัปดาห์ มิมุก็ไปดูบอร์ดที่หน้าตึก JALways หน้าโรงแรมเดอะแกรนด์รัชดา
เพื่อดูว่ามิมุจะได้สอบสัมภาษณ์วันที่เท่าไหร่ เวลาอะไร
และกลุ่มอะไร
จากนั้นก็กลับบ้านเพื่อเตรียมตัวเข้ารับการสอบสัมภาษณ์
วันสอบสัมภาษณ์รอบแรก
มิมุได้สัมภาษณ์วันสุดท้ายตอนประมาณก่อนเที่ยง มิมุไปถึงโรงแรมดิเอมเมอร์รัลดิ์ก่อนเวลาประมาณ
30 นาที แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะไปถึงก่อนซัก 1 ชั่วโมงนะคะ
จะได้มีเวลาเตรียมตัว เตรียมใจไม่กระหืดกระหอบ
การสัมภาษณ์รอบแรกจะสัมภาษณ์เป็นกลุ่ม
โดยแบ่งผู้สมัครออกเป็นกลุ่มละ 5 คน สัมภาษณ์กับกรรมการ 3 ท่าน
ชาวไทย 1 ท่านและชาวญี่ปุ่น 3 ท่าน
แต่ก็ได้ยินมาบ้างเหมือนกันที่ได้สัมภาษณ์กับชาวญี่ปุ่นทั้ง 3
ท่านเลย หัวข้อในการสนทนากลุ่มที่มิมุได้ก็คือ "Food" เพื่อนๆ
ก็ลองไปคิดดูนะคะว่าเราจะพูดอะไรเกี่ยวกับหัวข้อนี่ดี แค่ประโยค 2
ประโยคสั้นๆ ก็พอค่ะ เพราะเวลาสนทนาเราไม่มีโอกาสได้พูดยาวเป็นปาถกฐาหรอกค่ะ
ส่วนคำถามเดี่ยวในรอบแรกที่มิมุและเพื่อนๆ ได้กันก็คือ
คุณชอบไปเที่ยวไม๊ ,ถ้ามีนักท่องเที่ยวต้องการเที่ยวในประเทศไทย
คุณจะแนะนำสถานที่ใดและเพราะอะไร, คุณชอบทานอาหารญี่ปุ่นไม๊,
ที่ใดในโลกที่อยากไปที่สุดและเพราะอะไร, เวลาว่างคุณทำอะไร
เมื่อถามคำถามเดี่ยวแล้ว
กรรมการจะถามเป็นภาษาญี่ปุ่นว่าใครสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้บ้าง
ในกลุ่มมิมุมีบอกว่าพูดได้ 3 คน เพื่อนคนแรกบอกว่าพูดได้นิดหน่อย
คือสามารถทักทายได้ และรับโทรศัพท์ได้ ส่วนมิมุเองก็พูดได้ไม่มาก
กรรมการถามว่ามิมุเรียนภาษาญี่ปุ่นที่ไหน เมื่อเช้าทานอะไรมา
สามารถอ่านออกเขียนได้ด้วยหรือเปล่า
และเมื่อถามคำถามภาษาญี่ปุ่นจบก็เป็นอันว่าจบการสัมภาษณ์รอบแรกแต่เพียงเท่านี้
ประมาณ 1 สัปดาห์ให้หลังก็ประกาศผลผู้ผ่านสัมภาษณ์รอบแรก
มีผู้สมัครผ่านเข้าสัมภาษณ์รอบ 2 ด้วยกันทั้งสิ้น 400 กว่าคน
และรอบนี้ก็เช่นกัน
เราต้องดูว่าได้สอบสัมภาษณ์รอบสองวันที่เท่าไหร่ เวลาอะไร
และกลุ่มอะไร ส่วนมิมุได้วันสุดท้ายเหมือนเดิม
การสอบสัมภาษณ์รอบสอง จะเป็นการสัมภาษณ์แบบรุมยำ ที่ว่ารุมยำก็คือ
จะสัมภาษณ์ผู้สมัคร 1 คน ต่อกรรมการ 3 ท่าน
จากนั้นก็ต้องสัมภาษณ์ต่อห้องที่ 2 กับ CEO ชาวญี่ปุ่น
เมื่อมาถึงหน้าห้องสอบก็ต้องไปรายงานตัวและรับ Tag
ชื่อมาติดที่หน้าอกเสื้อเหมือนอย่างรอบแรก แต่รอบสองทาง Airlines
ให้เราเขียนชื่อเล่นค่ะ จากนั้นก็นั่งรอเรียกสัมภาษณ์
มิมุได้รอบบ่ายกว่าๆ แต่ไปถึงตั้งแต่เที่ยง นั่งรอเรียกไปๆ มาๆ
ก็เกือบบ่าย 2
การสัมภาษณ์รอบ 2 มิมุถูกถามในคำถามที่ไม่ได้เตรียมตัวมา
แต่ก็พยายามกระเสือกกระสนเอาตัวรอดมาให้ได้ คำถามที่ถูกถามคือ
คุณสมัครมา 3 รอบ รอบนี้เป็นรอบที่ 4
และนี่เป็นครั้งแรกที่ผ่านเข้ารอบ 2 ใช่ไม๊ ลองบอกสิว่าทำไม 3
ครั้งแรกคุณถึงสอบไม่ผ่าน , คุณเคยล้างห้องน้ำ ทำความสะอาด
หรือทำงานหนักไม๊, การเสริฟอาหารสิ่งใดที่คุณคิดว่าสำคัญที่สุด
จากนั้นกรรมการชาวญี่ปุ่นก็สัมภาษณ์อีกนิดหน่อย โดยถามว่ารู้ไม๊ว่าคำทักทายของชาวญี่ปุ่นมีอะไรบ้าง
จากนั้นก็ให้พูดภาษาญี่ปุ่นตามเค้าอีก 1 ประโยค
โดยกรรมการบอกว่าเป็นการเช็คสำเนียงภาษาญี่ปุ่นของมิมุ
ท้ายสุดคือการอ่านบทความ จะมีบทความอยู่ 2 ชุด
กรรมการจะบอกเองว่าให้อ่านชุดไหน
เมื่ออ่านไปได้ซักพักกรรมการจะบอกให้หยุด
ตรงนี้คิดว่าเป็นการเช็คสำเนียงภาษาอังกฤษค่ะ
จากนั้นก็ออกมานั่งรอเพื่อสัมภาษณ์กับ CEO ชาวญี่ปุ่น
การสัมภาษณ์กับ CEO จะใช้เวลาแค่ 2 นาทีเท่านั้น
โดยเค้าจะตั้งนาฬิกาจับเวลาไว้เลย เมื่อหมดเวลานาฬิกาก็จะดัง CEO
นี้มี 2 ท่าน แต่จะถามจริงๆ ท่านเดียว
อีกท่านหนึ่งคิดว่ามาดูเรื่องบุคลิกภาพและอื่นๆ ค่ะ
ตรงนี้กรรมการจะคุยไปเรื่อยๆ อย่างมิมุก็คุยว่ามายังไง
ขับรถมาเองหรือเปล่า ใช้รถอะไร ทานข้าวกลางวันหรือยัง ทานที่ไหน
สมัครมากี่ครั้งแล้ว ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ เท่านี้
แหละค่ะก็หมดเวลา ขอบอกว่าสำเนียงภาษาอังกฤษของ CEO ฟังยากมากๆ
มิมุต้องขอให้เค้าพูดซ้ำเกือบทุกประโยคเลยค่ะ
ซึ่งมิมุคิดว่าไม่ดีเลยที่ต้องเป็นอย่างนั้น
วันที่ผลรอบ 2 ออก มิมุแต่งตัวออกไปดูผลพร้อมกับความหวังอันเลือนลาง
แต่เมื่อเห็นชื่อตัวเองก็ดีใจมากเลยค่ะ มิมุขึ้นไปที่ชั้น 7 ตึก
JALways ตามที่ประกาศได้บอกไว้
เพื่อรายงานตัวและรับเอกสารในการตรวจร่างกาย
ตรงนี้ต้องขอเตือนว่าให้แต่งตัวสุภาพค่ะ ประเภทเสื้อกางเกง
อันนี้มาวันหลังเลยค่ะ ต้องใส่ชุดสุภาพเหมือนกับวันสัมภาษณ์
หรือใครใส่ชุดทำงานอยู่แล้วก็ชุดนั้นก็ได้ค่ะ
การรายงานตัวใช้เวลาประมาณ 5
นาทีก็เรียบร้อยแล้วจากนั้นก็รอตรวจร่างกาย
เมื่อตรวจร่างกายแล้วต้องรอผลอีกประมาณ 1 เดือน
ส่วนผลเป็นยังไงต้องรอลุ้นอีกทีค่ะ
คำแนะนำ
เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
1. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย รองเท้าคัทชู
ไม่เอาแบบสายรัดหรือพันไปพันมา ใส่ถุงน่องสีอ่อนด้วยค่ะ
2. แต่งหน้าเข้มนิดนึง แต่ไม่ต้องเข้มมากก็ได้
แต่ก็อย่าแบบว่าธรรมชาติ (ลงโทษ)
ไม่ควรแต่งหน้าสีเข้มแบบดำเข้มหรือน้ำตาลดำ
แต่สามารถนำสีเหล่านี้ตัดกับสีอื่นเพื่อเพิ่มมิติของใบหน้าได้
ปากไม่ควรทาสีเข้มคล้ำ ออกแดงชมพู หรือส้มสดใสดีกว่าค่ะ
3. ทาเล็บด้วยนะคะ สำคัญค่ะ
สีอะไรก็ได้ที่เข้ากับชุดเรายกเว้นพวกสีดำๆ ทะมึนๆ น่ะคะ
4. รวบผมให้เรียบร้อย จะทำทรงไหนก็ได้ยกเว้นปล่อยสยาย
หรือเอาลูกผมมาทำเก๋ อีกอย่างนะคะ
ถ้าไว้ผมม้าควรเก็บให้เรียบร้อยค่ะ จะตั้งกระบังหรือเหน็บกิ๊บก็ได้
5. ตุ้มหูถ้ามีก็น่าจะใส่นะคะ แต่ไม่ควรใส่แบบโคมระย้า
ใส่แบบติดหูและอันเล็กๆ จะดีกว่าค่ะ
6. ควรใส่สูท
หรือชุดที่เข้าชุดกันอย่างผ้าไหมหรืออะไรแบบนี้จะดีกว่าใส่เชิ้ตกับกระโปรงค่ะ
แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะใส่เชิ้ตกับกระโปรงไม่ได้นะคะ ใส่ได้
แต่คิดว่าสูทจะทำให้เราดูดีและสมาร์ตกว่าค่ะ
7. เสื้อผ้าควรรีดเรียบ เนื้อผ้าควรอยู่ตัวไม่นิ่มย้วย
เวลานั่งเสื้อไม่ย่น ไหล่ไม่ยับ
เสื้อที่ดีเวลานั่งต้องสวยเหมือนตอนยืน
ไม่ใส่เสื้อที่เล็กไปหรือใหญ่ไป เพราะเล็กไปก็จะรัด
เวลานั่งก็จะเสียทรง ให้ไปก็ดูหลวมไม่เข้ารูป เสื้อนี่สำคัญมากนะคะ
มันแสดงถึงความพิถีพิถันเอาใจใส่
และยังช่วยเสริมบุคลิกของเราอีกด้วย
8. กระโปรงไม่สั้นไม่ยาว ประมาณเหนือเข่านิดหน่อยกำลังดีค่ะ
อื่นๆ
9. ควรไปก่อนเวลาประมาณ 30 นาที-1 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น
เผื่อเราลืมอะไรหรือเกิดมีอะไรผิดพลาดจะได้มีเวลาในการแก้ไขค่ะ
10. ทุกครั้งที่ต้องไปติดต่อกับทาง Airlines
ให้นำบัตรประชาชนไปด้วยค่ะ
ถ้าไม่มีก็ใช้บัตรอะไรก็ได้ที่ทางราชการออกให้
และมีรูปของเราติดอยู่
11. เรื่องกระเป๋าถือไม่ต้องกังวล
เพราะเมื่อจะสัมภาษณ์จะต้องวางไว้หน้าห้องสัมภาษณ์อยู่แล้ว
12. จากนี้ไปคิดว่า JALways น่าจะให้ใส่ชุดแขนสั้น
ยังไงก็เตรียมหาตัดไว้ก่อนก็ดีนะคะ
เพราะถ้าเราใส่แขนยาวไปก็ต้องถอดเสื้อนอกออกเพื่อให้ตรวจหารอยแผลเป็นอยู่ดี
คิดว่านอกจากเสียบุคลิกแล้ว เสื้อข้างในเรายังยับยู่ยี่
ไม่สวยงามด้วยค่ะ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวที่เกิดจากประสบการณ์ การสังเกต
และเกิดจากการสอบถามและศึกษามา
และตัวมิมุเองก็ทำอย่างนี้ในรอบสุดท้ายของการสมัคร
ซึ่งก่อนหน้านั้นมิมุเองก็ง่ายๆ สบายๆ ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก
กว่าจะมาสำนึกก็เกือบสาย ดังนั้นจึงขอฝากไว้เป็นแนวคิดนะคะว่า
- อะไรที่คิดว่าดีที่สุดก็จงทำ
อย่าสนใจคนอื่นที่เค้าจะทำอะไรที่ด้อยกว่านั้น
ดีกว่าพร้อมกว่าก็ต้องเหนือกว่าเป็นธรรมดา
- อย่าคิดว่าเรื่องเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็ปล่อยผ่านไป
เพราะงานนี้ต้องการคนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะเค้ามีตัวเลือกเยอะมาก
เค้าไม่ต้องง้อคุณ จงใส่ใจกับสิ่งเล็กน้อย
เพราะเมื่อมันรวมกันมันก็คือสิ่งใหญ่ๆ
ที่สะท้อนออกมาถึงความคิดและทัศนคติของคุณ
- อย่าคิดว่าคนอื่นเค้าทำง่ายๆ ไม่ต้องเรื่องมากก็ได้แล้ว
เราจะทำอย่างนั้นบ้าง ถ้าคุณคิดอย่างนี้
คุณมั่นใจแล้วหรือว่าคุณมีสมองเหมือนเค้า มีไหวพริบเหมือนเค้า
มีหน้าตาเหมือนเค้า หรือมีเสน่ห์ส่วนตัวเหมือนเค้า
ถ้าคิดว่าเหมือนเค้าทั้ง 100% ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่
bymimu |